ชายแดนใต้

[๐ ชายแดนใต้][bleft]

รายงานพิเศษ

[๐ รายงานพิเศษ][bsummary]

อุบัติเหตุ

[๐ อุบัติเหตุ][twocolumns]

บทความ

[๐ บทความ][bsummary]

อยากสะกิด “ดีเอสไอ-ปปท.” ให้หันมอง เอกชนขอขนน้ำมันนับแสนลิตรจากมาเลย์จะไปลาวแต่กลับหายหลังผ่านด่านสะเดา







รายงานพิเศษ โดย.. เมือง ไม้ขม

หลายวันก่อน เห็นข่าวหน่วยงาน DSI สำนักงานภาคใต้ ร่วมกับหลายหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบการดำเนินการอุตสาหกรรมบ่อดิน-บ่อทรายในพื้นที่หลายอำเภอของ จ.สงขลา เช่นที่ อ.จะนะและเทพา เพื่อตรวจสอบเอกสารใบอนุญาตว่าเป็นการทำตามที่กฎหมายได้กำหนด และในพื้นที่ซึ่งได้ขออนุญาตหรือไม่

ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะอาจจะมีนายทุนบางกลุ่มบางคน ที่เป็นผู้มีอิทธิพลอาจจะใช้อิทธิพลในการลักลอบขุดดิน–ขุดทราย ซึ่งเป็นทรัพยากรไปขาย เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง เพราะประเทศนี้ภายใต้การบริหารของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เต็มไปด้วยกลุ่มคนสีเทาและทุนสีเทา ทั้งต่างชาติและคนไทยเต็มไปหมดทั้งแผ่นดิน

รวมทั้งเป็นเรื่องที่ดีที่ DSI จะได้ทำงานที่เป็นคดีพิเศษ แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับการจับกุมบุหรี่ลักลอบหนีภาษีและสุราลักลอบหนีภาษีเป็นด้านหลัก ทั้งที่มีสรรพสามิตและศุลกากรทำหน้าที่หลักอยู่แล้ว

แต่จากการเข้าตรวจสอบ “บ่อดิน-บ่อทราย” ก็ไม่พบว่า มีการทำผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะในข่าวที่มีการรายงานมายังสื่อกล่าวเพียงว่า ได้มีการตรวจสอบ แต่ไม่ได้ระบุว่า มี “บ่อดิน-บ่อทราย” ที่ไหนที่ทำผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงมีบ่อทราย ที่ไม่ถูกต้องใน อ.รัตภูมิ จ.สงขลา อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งล่าสุด “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา เขต 5 รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแจ้งเตือนให้นายทุนหยุดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ในฐานะที่ “นายกชาย” เป็นผู้ก่อตั้งหน่วยงานเพื่อการทวงคืนเอกราชสิ่งแวดล้อมของ จ.สงขลา แต่ไม่เห็นข่าวว่า ดีเอสไอ ป.ป.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ อ.รัตภูมิ เพื่อตรวจสอบแต่อย่างใด

ที่สำคัญ ป.ป.ท.มีหน้าที่โดยตรงที่ระบุชัดเจนว่า มีภารกิจเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ โดยการจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบาย และแผนพัฒนาการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กำกับและตรวจสอบ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ ติดตามและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐ

แต่ปรากฏว่า สิ่งที่ ป.ป.ท.ไปดำเนินการในเรื่องบ่อดิน-บ่อทราย เป็นเรื่องของเอกชน ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตของภาครัฐแต่อย่างใด ก็ไม่ว่ากัน เพราะในการทำอุตสาหกรรม “บ่อดิน-บ่อทราย” อาจจะมีเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นภาครัฐมีส่วนร่วมในการทุจริตอยู่ด้วย

ความจริง ณ วันนี้การทุจริตในภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่รวมหัวกับนายทุน กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ มีการทุจริตกันมากมาย ซึ่งมีพลเมืองดีส่งจดหมายมายังสื่อ แจ้งเบาะแสให้สื่อช่วยตีแผ่การทุจริตในโครงการต่างๆ ซึ่งโครงการที่มาเป็นอันดับหนึ่งใน จ.สงขลาและภาคใต้ คือ โครงการของชลประทาน และที่มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 คือ แขวงทางหลวงและทางหลวงชนบท ซึ่งรับผิดชอบในโครงการก่อสร้างถนนหนทาง

เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำ ที่ ต.ทุ่งขมิ้น อ.นาหม่อม จ.สงขลา ที่มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบว่าในการก่อสร้างมีการขุดดิน ที่ส่อว่าไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง โดยขุดแต่ทรายเพื่อไปขาย ในส่วนของดินไม่ได้ขุดให้ถูกต้องตามสัญญา เป็นก้นอ่างที่ลุ่มๆ ดอนๆ ซึ่งถ้าเป็นจริงตามที่พลเมืองดีร้องเรียนมา กรมชลประทานผู้รับเหมาและกรรมการตรวจรับต้องร่วมกันรับผิดชอบ



อีกโครงการที่มีการร้องเรียนขอให้ตรวจสอบคือ โครงการถนนเรียบคลอง ร.1 ในพื้นที่ของ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มีผู้สังเกตและพบว่า ในสัญญาจ้างเป็นการ “บดอัดด้วยหินคลุก” แต่ในการทำจริงเป็นการใช้ลูกรังในการบดอัด เท็จจริงอย่างไร ป.ป.ท.ควรจะตรวจสอบ

และอีกโครงการหนึ่ง ที่มีการร้องเรียนต้องการให้ตรวจสอบ คือ คูระบายน้ำที่ก่อสร้างแทนเกาะกลางถนนสายหาดใหญ่-จะนะ ที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า ตามสัญญาจ้าง ผู้รับเหมาต้องเทคอนกรีตหนา 10 เซ็นติเมตร ผู้ร้องอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบว่า ความหนาของคอนกรีตได้ 10 เซ็นติเมตรตามสัญญาหรือไม่

ที่สำคัญ ถ้า ป.ป.ท.มีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามการทุจริตของภาครัฐอย่างจริงจัง ให้ไปตรวจโครงการถนนและชลประทานทุกโครงการ ตั้งแต่ปี 2562 แล้วอาจจะพบว่า ส่วนใหญ่ ก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง หรือพูดตรงๆ คือการทุจริตนั่นเอง

ส่วน DSI เรื่องใหญ่ที่ควรทำ คือการจับกุมขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนข้ามชาติ ที่ล่าสุด ด่านศุลกากร จ.บึงกาฬได้ส่งหนังสือถึงด่านศุลกากร อ.สะเดา จ.สงขลา ให้ดำเนินการกับบริษัท เอสพีพีออยล์ (ไทยแลนด์) ที่นำน้ำมันดีเซลหลายแสนลิตรจากประเทศมาเลเซีย โดยขอเอกสารผ่านประเทศไทยไปยังประเทศ สปป.ลาว ผ่านด่านศุลกากร จ.บึงกาฬ แต่น้ำมันดังกล่าวไม่ได้ส่งไปยัง สปป.ลาว และเวลาผ่านไป 30 วัน รถบรรทุกน้ำมันทั้ง 8 คัน ก็ไม่มีการเดินทางผ่านด่านศุลกากร จ.บึงกาฬ จน ผอ.ด่านศุลกากรบังกาฬแจ้งให้ ผอ.ด่านศุลกากรสะเดาทำการดำเนินคดีกับ บริษัทดังกล่าว


เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เป็นการโกงภาษีของประเทศชาติ และไม่ทราบว่า บริษัทดังกล่าว มีการใช่วิธีการทรานซิสเส้นทางด้วยการนำน้ำมันจากประเทศมาเลเซีย โดยไม่เสียภาษีศุลกากร และนำไปขายในประเทศได้กำไรมหาศาล โดยไม่ได้ส่งไปยัง สปป.ลาวตามเงื่อนไข และที่สำคัญ บริษัทที่ทำผิดกฎหมาย มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ไม่ห่างจากที่ทำการศุลกากร อ.สะเดา กี่มากน้อย เป็นไปได้หรือไม่ที่ศุลกากรและสรรพสามิตจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น

และที่ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันนี้ก็มีกลุ่มทุนนำน้ำมันเถื่อนจากมาเลเซียเข้ามาบรรจุแท็งค์ เพื่อขายให้ลูกค้าวันละหลายแสนลิตร มีรถบรรทุกน้ำมันเข้าไปรับน้ำมัน เหมือนกับเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ข่าวว่า “พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันทร์” ผบก.ภ.จว.สงขลา เคยสั่งการให้ตำรวจ สภ.ทุ่งลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตรวจสอบและจับกุม ปรากฏว่า ตำรวจ สภ.ทุ่งลุงไปจับกุมพ่อค้า ที่ขายน้ำมันเป็นแกลลอนรายเล็กๆ และรายงานให้ทราบว่า มีการจับกุมตามคำสั่งแล้ว เศร้านะ ประเทศไทย

รวมทั้ง ขณะนี้ น้ำมันกลางทะเลอ่าวไทยมีการขนถ่ายขึ้นบกเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ จ.นราธิวาส ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ล่าสุด ผอ.ศุลกากรภาคที่ 5 จับกุมรถบรรทุกน้ำมันเถื่อน ที่เป็นน้ำมันจากทะเลได้เกือบ 40,000 ลิตร ที่ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช ขณะนำไปส่งปั๊มน้ำมัน ที่เป็นเจ้าของ

นี่ต่างหาก ที่ DSI และ ป.ป.ท. ต้องดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเงินภาษีของประชาชน



ไม่มีความคิดเห็น: