"ของเถื่อนชายแดนใต้" กับชื่อใหม่ "ภัยแทรกซ้อน" ปมเงื่อนไฟใต้ที่เทงบ 'พันล้าน' ก็ไม่สงบ

 


บทความ โดย.. ไชยยงค์ มณีพิลึก

วิกฤตไฟใต้ที่จะนำมาเขียนถึงวันนี้คงไม่พ้นเหตุการณ์หลัง “รอมฎอนสันติสุข” ที่กองกำลังบีอาร์เอ็นไม่ต่ำกว่า 2 ชุดใช้อาวุธสงครามทั้งปืนยิงเร็วและระเบิดถล่ม “สถานีตำรวจน้ำ” ที่ อ.ตาบใบ จ.นราธิวาส ตามด้วยวางบึ้มหน้าร้านสะดวกซื้อและล้มเสาไฟฟ้าไปอีก 6 ต้น มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย ทรัพย์สินเสียหายเพียบ

เป็นปฏิบัติการกลางตลาดหรือย่านชุมชนเมือง สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ผู้คน ทั้งฝั่งไทยและมาเลเซีย ต้องถือว่าอุกอาจมากอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดหยุดยิง 40 วันที่ลงนามโดยตัวแทนรัฐไทยคือ “คณะพูดคุยสันติสุข” และ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” กับตัวแทน “คณะเจรจาสันติภาพ” ของบีอาร์เอ็น

ก่อนเกิดเหตุ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทย เปรยอย่างมั่นใจว่า ข้อตกลงหยุดยิงช่วงรอมฎอนถือเป็นจุดเริ่มต้นการสันติสุขที่ใกล้สำเร็จแล้ว พร้อมเตรียมเชิญอดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติภาพมาเลเซียในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” ได้มาพบ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.)

อีกทั้งยังเตรียมการให้ที่ปรึกษาพิเศษด้านความมั่นคงของรัฐบาล สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้เดินทางไปดูงานด้านการสร้างสันติภาพที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ตามคำเชิญของ “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ(ICRC)” ที่พร้อมออกเงินค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ดังนั้น ปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นที่ จ.นราธิวาสจึงน่าจะ “ดับฝัน” กระบวนการพูดคุยสันติสุข และน่าจะทำให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ในฐานะมือทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม อีกทั้งยังเป็นคนสนิทของ พล.อ.ประวิตรด้วย คงต้องเปิดฉากทบทวนแผนงานต่างๆ ที่วางไว้

มีเรื่องที่ต้องตั้งเป็นข้อสังเกตพิเศษคือ ไม่ว่าการถล่มสถานีตำรวจน้ำที่ จ.นราธิวาส จะมีสาเหตุจาก “ภัยแทรกซ้อน” ตามที่ บิ๊กเกรียง-พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์สื่อไปด้วยความเชื่อมั่น หรือมาจากสาเหตุอะไรก็แล้วแต่

แต่ประเด็นหนึ่งที่ชัดเจนคือ ยุทธวิธีและรูปแบบโจมตีนั้น ยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือ “กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น” แน่นอน แถมระหว่างปฏิบัติการมีตะโกน “สรรเสริญพระเจ้า” และหลังสิ้นสุดยังได้ “กระจายคลิป” สู่สาธารณะแบบที่เคยทำมาโดยตลอด ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมรับรู้ถึงศักยภาพด้วย

ที่สำคัญหลังเกิดเหตุ แม้บีอาร์เอ็นจะไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่ขณะเดียวกันบีอาร์เอ็นก็ไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาแต่อย่างใด นี่ถือเป็นคุณลักษณะพิเศษที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนนี้กระทำมาอย่างยาวนาน

มีประเด็นที่ต้องกล่าวถึงด้วยคือ “ตากใบ” และ “สุไหงโก-ลก” คือเมืองหน้าด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ถือเป็นแหล่งทำมาหากินของบรรดานายทุนที่ทำ “ธุรกิจนอกกฎหมาย” มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่เถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด รวมถึงแรงงานเถื่อนและการค้ามนุษย์

ผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจเถื่อนเหล่านั้น นอกจากแบ่งปันกันระหว่างนายทุนกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังมีการกระจายถึงขบวนการบีอาร์เอ็นมาเป็นเวลาช้านานแล้วด้วย ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าก็ได้ถือว่าเป็น “ภัยแทรกซ้อน” ของไฟใต้ที่ต้องเร่งปราบปรามมาอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่ “บิ๊กเมา” ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วส่งต่อตำแหน่งให้ “บิ๊กอาร์ท” กับ “บิ๊กเดฟ” มาจนถึง “บิ๊กเกรียง” คนปัจจุบัน ทุกยุค กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีพร้อมทั้งงบประมาณและกำลังพล แต่ทำไมการปรามปราม “ภัยแทรกซ้อน” ในชายแดนใต้ไม่เคยลดลง โดยเฉพาะ จ.นราธิวาสที่ถือเป็นประตูสำคัญของการส่งผ่านธุรกิจเถื่อน

ความจริง “ภัยแทรกซ้อน” ยังมีหน่วยงานอื่นเป็นเจ้าภาพร่วมด้วย เช่น ยาเสพติดมี ป.ป.ส.และตำรวจ เหล้าและบุหรี่เถื่อนมีทั้งสรรพสามิต ศุลกากรและตำรวจ หลังๆ ก็มีดีเอสไอเข้ามาแจม หากเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลก็มีตำรวจน้ำและทหารเรือร่วมด้วย ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องร่วมกันตอบคำถามให้ประชาชนได้รับทราบ

ต้องขอบคุณปฏิบัติการบีอาร์เอ็นที่ช่วยเปิดโปงปมปัญหา “ภัยแทรกซ้อน” ได้หมดเปลือกว่า “ตากใบ” คือหนึ่งเมืองชายแดนแห่งผลประโยชน์จากธุรกิจเถื่อนๆ และขอบคุณบรรดาแม่ทัพนายกองที่กล้ายอมรับความล้มเหลวด้วยการชี้ชัดว่า บีอาร์เอ็นไม่พอใจและเสียผลประโยชน์จากการแก้ปัญหา “ภัยแทรกซ้อน” ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามยังมีคำถามตามมาว่า ทำไม “ตำรวจน้ำ” จึงตกเป็นเป้าถล่มของกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น ทั้งที่มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการจับกุมและยึดสินค้าเถื่อน กระทั่งการเจรจา “ต่อรอง” เพิ่มส่วย รวมถึงประเด็นของ “การสั่งสอน” ดังที่มีการกล่าวอ้างกันไว้ด้วยนั้น

มีประเด็นสำคัญมากที่ต้องขอกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยคือ จ.นราธิวาสมี “หน่วยข่าว” เต็มพื้นที่ และแต่ละปีมีงบฯหนุนด้านการข่าวกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งการข่าวของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กองทัพบก กองทัพเรือ นาวิกโยธิน ตำรวจท้องที่ สันติบาล ตชด. ฝ่ายปกครอง สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ยันไปถึงของสำนักนายกรัฐมนตรี

แต่ทำไมบรรดา “หน่วยข่าว” ที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองกลับไม่มีใครระแคะระคายมาก่อนเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้รัฐบาลต้องสั่งให้ “สังคายนาการข่าว” เป็นการด่วน โดยเฉพาะกับหน่วยข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพราะดูเหมือนมาแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย
มีข่าวว่าหลังเกิดเหตุถล่มสถานีตำรวจน้ำตากใบ “ท่านแม่ทัพ” ออกมาให้น้ำหนักชี้ไปที่เรื่องของภัยแทรกซ้อน เป็นผลให้หลายหน่วยงานนำ “บัญชีดำนายทุนธุรกิจเถื่อน” ขึ้นมาปัดฝุ่น ชื่อของ “เสี่ยหยอย” “เจ๊แมว” “กำนัน อ.” “เสี่ย ส.” “โก ด.” รวมถึงนายกและอดีตนายก อบต.หลายคนกลับมาเป็นที่คุ้นหูกันใหม่

คงไม่ต้องแปลกใจอะไรกับปรากฏการณ์แบบนี้ เนื่องจากเป็นไปอย่างที่เคยเป็นมาตลอด เพราะทุกชื่อเคยถูกขึ้นบัญชีดำมานานนมแล้ว เวลานี้หลายคนก็ยังดำเนินการธุรกิจเถื่อนอยู่อย่างเป็นปกติเหมือนเดิมนั่นแหละ

สำหรับหน่วยงานหลักอย่าง “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” เองก็ควรระวังไว้บ้างก็ดีนะ เพราะบ่อยครั้งที่มีการกางบัญชีดำคนที่ทำธุรกิจเถื่อนแบบนี้ กลับไม่ได้เป็นไปเพื่อใช้ติดตามจับกุมหรือปราบปราม แต่ถูกนำไปใช้เพื่อ “ตบทรัพย์” หรือ “เรียกส่วย” เสียมากกว่า

สำหรับที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึง “เงื่อน” และ “ปม” ปัญหาไฟใต้ รวมถึง “ความล้มเหลว” ของมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นและมีต่อเนื่องมาเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

กระบวนการยุติธรรม

[๐ กระบวนการยุติธรรม][bleft]

อุบัติเหตุ

[๐ อุบัติเหตุ][twocolumns]

คุณภาพชีวิต

[๐ คุณภาพชีวิต][bsummary]

ชายแดนใต้

[๐ ชายแดนใต้][bleft]

บทความ

[๐ บทความ][bsummary]